Reading
Add Comment
ฮัลโหลลล :) วันนี้ขอมาเป็นภาษาไทยเพราะว่าจะมาเล่าประสบการณ์ที่เราไปสมัครแอร์กับสายการบิน Emirates ให้ฟังเพราะคิดว่ามันมีประโยชน์มากๆกับคนที่จะสมัครในอนาคต + มีคนถามเยอะ ก็เลยมาลงบล็อกซะเลย เริ่มกันเลยดีกว่าาาาา
การสมัครของอิมิเรตจะมีสองแบบคือแบบ open day กับแบบ invitation only. แบบ Open day ก็คือพอถึงวัน ใครจะเข้าไปยื่นก็ได้ แต่ invitation only คือต้องสมัครในเว็บของอิมิเรตก่อน แล้วเค้าจะส่ง invitation letter มาในเมล เฉพาะคนที่ได้เท่านั้นถึงจะสามารถไปยื่นได้ ถ้าไม่มีก็อด สำหรับรอบที่เราสมัคร เป็นรอบ invitation only ค่ะ
เอกสารที่ต้องเตรียมไปคือ
- CV ที่อัพเดทแล้ว
- รูปถ่าย - เป็นรูปถ่ายสมัครแอร์นะคะ จะมีสองแบบคือแบบหน้ากับแบบเต็มตัว เราแนบไปสองแบบเลย เพราะเค้าไม่ได้ระบุว่าเอาแบบไหน
- invitation letter (ปริ้นจากเมลนั่นแหละ)
การเตรียมตัว
มาเริ่มจากการเตรียมตัวก่อนเพราะตอนที่เราหาข้อมูลเรื่องนี้ หายากมากกก googleเอา ก็มีแต่แบบไม่ละเอียด ตอบคำถามตัวเองไม่ได้ แบบทำผมแต่งตัวยังไงดี ไม่ใส่สูทเป็นอะไรมั้ย จำเป็นต้องเกล้าผมขึ้นรึเปล่า เราเลยจะขอเล่าแบบละเอียดละกัน. มาเริ่มจากเมลที่อิมิเรตส่งมา
Dress Code - Business Attire:
Ladies - Knee length skirt/dress with skin stockings
Men - Suit & Tie
พอนึกถึง Business Attire เราชอบนึกถึงสูท (จริงๆไม่ใช่แค่สูท) แต่ส่วนตัวเรารู้สึกว่าเป็นคนใส่สูทไม่ขึ้น ยิ่งต้องเอาผมขึ้นอีกยิ่งไม่โอเคใหญ่ 55 ตอนแรกเลยคิดว่าจะไม่ใส่สูทแล้วรวบผมเอา ก็ไปหาชุดเดรสมาเรียบร้อยละ แต่ สุดท้ายก็มาคิดว่าเอาให้เป๊ะไปเลยดีกว่าเพราะวันแรกกรรมการเค้าดูจาก first impression จริงๆ เราไม่มีสิทธิ์รู้เลยว่าเค้าเอาอะไรมาวัด เพราะฉะนั้น เราเป๊ะไปก่อน ถ้าตกรอบอย่างน้อยจะได้ไม่ต้องมาเสียดายว่าเราตกเพราะไม่เป๊ะรึเปล่า เอาทางเซฟ เราก็เลยไปซื้อสูท ใต้ลิโด้มีขายหลายร้านอยู่ แล้วแต่คนชอบเลย เราซื้อร้าน V-sign ลิโด้ซอย3 เสื้อข้างในก็เลือกตามที่ชอบได้เลย บางคนใส่แบบเป็นระบายๆ ฟุ้งๆ ออกมา (เรียกว่าไร เรียกไม่เป็น 5555) แต่เราชอบแบบเรียบๆ ก็ใส่แค่สายเดี่ยวสีแดงเข้มธรรมดา ส่วนผม เรานัดร้านทำผมเลย เกล้าผมขึ้น แบบไหนก็ได้ ไม่ต้องอลังมาก เผื่อกรรมการให้แก้แล้วทำเองใหม่ แต่ทำไม่ได้ก็ซวยนะฮ้าาา เครื่องประดับก็แบบเรียบๆ ไม่เด่นมากเกิน เอาพอสุภาพ รองเท้าเข้ากับสูท แนะนำว่าส้นอย่าสูงมากเกิน เราพลาดไปซื้อแบบสูง เมื่อยมากกกกกก มากกกกกกกก ไม่ไหวละ แนะนำแบบรองเท้ารับปริญญากำลังดีเลย อย่าลืมถุงน่องด้วย ส่วนเล็บกับปาก ไม่จำเป็นต้องสีแดง เอาสีที่เข้ากับตัวเอง ทาแล้วมั่นใจก็โอเคละ แต่งหน้าก็แบบสุภาพเนอะ ไม่เน้นแบ๊ว
อ่ะ ข้างบนเป็นส่วนของเรา แต่หลังจากที่เห็นหลายๆคนจากวันแรก สังเกตว่ามาแบบหลากหลายมากจริงๆ ส่วนใหญ่ใส่สูทและเกล้าผมขึ้น แต่คนที่ไม่ใส่สูทก็มีเยอะนะ มีทั้งใส่แบบเสื้อชีฟองแขนสั้น/แขนยาว กับกระโปรงสอบยาวถึงเข่า หรือเดรสทำงานก็มี เดรสแล้วใส่ blazer คลุมก็มี เอาให้กระโปรงระดับเข่าก็พอ ส่วนผมมีหลายแบบมาก หลายคนเป๊ะ เจลเก็บผมปาดเรียบ ไม่มีไรผมออกมาซักเส้น แต่ก็มีคนที่ดูออกว่าทำเอง ไม่ได้เป๊ะมาก ส่วนคนรวบผมธรรมดาก็มี ส่วนคนผมสั้นกว่าบ่า แค่ติดกิ๊บเปิดๆหน้าก็โอเคแล้ว ไม่ต้องทำอะไรมาก จากส่วนนี้ขอบอกเลยว่าคนไม่เป๊ะก็ผ่าน วันที่สองกับวันสัมภาษณ์เราเลยไม่ไปทำที่ร้านละ เปลืองตัง 555 ใช้โบว์ติดผมแบบที่มีเน็ตเก็บผมอยู่ข้างล่างเก็บผมเอา แล้วใช้เจลเก็บผมเอา ปาดหน้าม้าไปข้างๆ ติดกิ๊บดำก็พอละ เราชอบเจลมากกว่าสเปรย์เพราะมันอยู่นานกว่าแล้วก็ไม่เป็นเม็ดๆสเปรย์ด้วย ดูเรียบร้อยกว่า เดรสที่ซื้อมาตอนแรกก็เอามาใส่วันที่สองค่า เพราะเค้าไม่ได้มานั่งดูลุคเราละ เน้นประสิทธิภาพมากกว่า อิอิ
วันแรก 23/05/15
รอบนี้เป็นรอบ Drop CV กับกรรมการแล้วตอบคำถามสั้นๆสองสามคำถาม คนละไม่ถึงหนึ่งนาที จาก invitation เราได้เป็นรอบบ่ายโมงที่โรงแรม intercontinental โชคดีเพราะมีเวลาเตรียมตัวเยอะหน่อย เราแต่งหน้าเอง (แบบง่อยๆ เพราะแต่งไม่ค่อยจะเป็น) ไปทำผมที่ร้าน แล้วก็เอาสูทกับรองเท้าไปเปลี่ยนที่โรงแรม พอถึงเวลาเค้าก็ให้เข้าไปนั่งในห้องรวม คนเยอะมาก กลัวมาก แล้วทุกคนคือลุคแบบเป็นแอร์ได้แล้วอะ จริงๆ เป๊ะมากกก หน้าห้องมีโต๊ะกรรมการสี่โต๊ะ รอให้พวกเราไปยื่นcv พอทุกคนนั่งเรียบร้อยก็มีการทักทายเล็กน้อย และประกาศว่ารอบนี้เฉพาะคนที่ได้ invitation เท่านั้น ใครที่ไม่มีให้กลับไป มีเอกสารให้กรอกนิดหน่อยให้แนบกับเอกสารอื่นๆที่ต้องยื่น หลังจากนั้นก็เริ่มยื่น cv ทีละแถว พอถึงคิวเรา เราก็เดินไปหากรรมการด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ย้ำ ใบหน้ายิ้มแย้ม ยื่นเอกสาร พร้อม good afternoon ไป เค้าก็ถามมาว่า how are you ไรงี้ น่ารักๆ ใสๆ หลังจากนั้นก็โดนยิงคำถามเลยจ้า เราโดนไปสามคำถาม
กก: why did you study Mandarin?
เรา: because i thought it would be useful for the future because now chinese is the second language next to english (ยิ้มมม)
กก: what are you doing at the moment?
เรา: i’ve just graduated last month and this is the first place that i’ve applied to (ยิ้มมมมม)
กก: so no work experience?
เรา: i worked as a part-time receptionist at a hotel for 2 months (ยิ้มมมมมมมมม)
กก: tell me about your best holiday
เรา: my best holiday was when i went to europe with my friends. we went to london for summer school and after that we travelled to italy and france. we really had a lot of fun (ยิ้มมมมมมมมมมมม)
คำตอบ lame มากกกก 55555 อย่าแซวนะ ตอนนั้นมันตื่นเต้นมากอะ เอาาคำตอบออกมาจากปากได้คือดีมากละนะจุดนั้น 55555 คำถามมันจะแรนด้อมมากๆ เราคิดว่าเค้าอยากดูทักษะการโต้ตอบเราว่าดีแค่ไหน คิดไวแค่ไหน ไรงี้แหละ แล้วต้องมีความมั่นใจในขณะเดียวกัน คำถามแต่ละคนจะไม่เหมือนกันเลย แบบทั้ง what was the last movie you watched? who is your favourite disney princess? tell me about yourself มีหมดดด พอคุยเสร็จเค้าก็จะให้หมายเลขมา เราก็สามารถไปลั้นลาได้ประมาณหนึ่งชม. เพื่อรอประกาศผล พอกลับมาก็มานั่งในห้องรวมใหม่ เค้าประกาศหมายเลขที่ผ่านกันตรงนั้นเลย ใครที่ผ่านก็ให้มาอีกทีพรุ่งนี้เก้าโมงเช้าค่า
ในรอบนี้แต่ละคนมีเวลากับกรรมการน้อยมาก เพราะฉะนั้น first impression สำคัญมากๆ ทำให้ดีที่สุด แผ่ออร่าความเฟรนลี่และมั่นใจออกมา แต่ อย่ามากเกินไป เอาแบบพอดีๆ ดึงเสน่ห์ของตัวเองออกมาให้ได้ ทำให้เค้าประทับใจในความเป็นตัวเรา แค่นั้นก็พอแล้ว แล้วก็ตั้งสติดีๆ เวลากรรมการถามจะได้ไม่อึ้ง ต้องพร้อมกับทุกคำถาม นึกอะไรออกพูดไปเลยแล้วค่อยแซะๆไปเรื่อยๆ 555 ดีกว่าอ้ำๆอึ้งๆนะ อย่างสมมติ best holiday เคยไปเที่ยวไหนพูดออกมา ไม่ต้องมาประมวลผลว่าอันไหน best ไม่งั้นยืนไปอีกนาน
วันที่สอง 24/05/15
Assessment day เป็นวันที่มี group discussion เป็นหลัก โหดพอสมควรเลย เราไปถึงโรงแรมก่อนเวลาประมาณสิบนาทีคนก็นั่งกันเยอะละในห้อง แต่คนน้อยลงจากเมื่อวานเยอะมากกก คัดออกไปเกินครึ่งอีกมั้ง กรรมการเริ่มต้นวันนี้ด้วยการเปิดวิดีโอโปรโมทสายการบิน ความเริศของการเป็นแอร์ และทุกอย่างที่ทำให้ทุกคนใฝ่ฝันอยากจิเป็นแอร์ T^T ดูไปเคลิ้มไป อยากบินไปดูไบตอนนั้นเลย แล้วก็มี short presentation จากกรรมการสองคน แล้วหลังจากนั้นเค้าก็ให้หมายเลขทุกคนใหม่ แล้วแบ่งทุกคนออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกเข้าไปทำ discussion ก่อน เราอยู่กลุ่มหลัง ก็นั่งรอไป ที่โคตรน่าตื่นเต้นคือ หลังจากดิสกัสออกมาแล้ว รอสิบนาทีแล้วประกาศผลเลยจ้าาาา พอกลุ่มแรกประกาศผล มีกรี๊ดกร๊าด เราก็อยากมีโมเม้นนั้นบ้าง 555 ได้แต่เดินเข้าห้องไปเผชิญชะตากรรมต่อไป
ในหนึ่งกลุ่มใหญ่ กรรมการก็แบ่งเราออกเป็นอีกสี่กลุ่มย่อย ประมาณ 25 คน นั่งเป็นวงกลมเรียงตามหมายเลข แล้วก็แบ่งอีกเป็นกลุ่มละสามคน แบ่งตามหมายเลขนั่นแหละ แล้วเค้าก็แจกการ์ดที่มีชื่ออาชีพให้กลุ่มละใบ แล้วให้คิดว่าอาชีพนี้ควรจะเป็นยังไงบ้าง สามอย่าง พูดคนละอย่าง ระหว่างนั้นเค้าก็เดินดูแต่ละกลุ่มรอบๆ แล้วจดๆว่าใครเป็นไง กลุ่มจ้อได้คำว่า florist ก็คิดคนละอย่างได้คำว่า gentle, creative, serviceminded ตอนพูดรอบนี้ต้องพูดทุกคน ก็แบ่งคิวกันดีๆว่าใครพูดก่อนพูดหลัง เราแนะนำว่าให้มี introduction เล็กๆ ประมาณว่า hello everyone. our group got the word florist and the first thing we think a florist should have is..... ไรงี้เลย พอพูดจบก็ thank you แบบยิ่มแย้ม หลังจากทุกกลุ่มเสร็จ เค้าก็ให้การ์ดมาเพิ่มอีกใบ เป็นสิ่งของ แล้วให้คิดว่าสามารถเอาสิ่งนั้นมาทำอะไรได้บ้าง กลุ่มเราได้ช็อคโกแลต ก็คุยๆกันแล้วบอกว่า สามารถเอามาแกะเป็นดอกไม้ที่สามารถกินได้ เอามาแต่งช่อดอกไม้ ไรงี้ ตอนพรีเซ้นรอบนี้เค้าจะเลือกเองว่าให้คนไหนพูด แล้วแต่ดวง เราไม่โดน ฮี่ๆ พอทุกคนเสร็จ ก็ออกมารอผลสิบนาที เป็นสิบนาทีที่ยาวนานที่สุดในโลก เหมือนเป็นชั่วโมง พอกรรมการออกมากับกระดาษหนึ่งแผ่นที่มีชะตากรรมของทุกคนอยู่ในนั้น ทุกคนก็กรูกันเข้าไปหาเลขตัวเอง มีเลขเราด้วยยยย เย่ๆๆๆ
หลังจากนั้นคนที่ผ่านจากทั้งสองกลุ่มก็เข้ามานั่งในห้องอีกรอบเพื่อมา เอื้อมมมมมแตะะะะะ การเอื้อมแตะจะต้องเอื้อมได้ถึง 212ซม. โดยที่เท้าทั้งสองข้างยังอยู่บนพื้น เขย่งได้ แต่ห้ามบัลเล่ต์ ถอดสูทได้ ตามสบาย คนที่ไม่มั่นใจ กึ่งถึงกึ่งไม่ถึง รีบโยคะด่วน ยืดเส้นนนน เห็นมาแล้วกับตาว่าช่วยจริงๆ ฝึกที่บ้านบ่อยๆ เดี๋ยวก็ถึงเอง กรรมการจะเรียกไปแตะทีละคน แล้วก็จะถามด้วยว่ามีแผลเป็นหรือรอบสักตรงไหนมั้ย แล้วก็โชว์ให้เค้าดู เรื่องเอื้อมแตะกรรมการโหดมากนะ ไม่ถึงก็ให้กลับบ้านเลยจริงๆ มีให้แตะสองสามรอบก็มี รอบแรกคิดว่าผ่านแล้ว ปรากฎว่าโดนเรียกไปแตะใหม่ สุดท้ายก็ไม่ผ่าน T____T เสียดายมาก
พอผ่านรอบนี้ก็แบ่งเป็นสองกลุ่มเหมือนเดิม กลุ่มแรกเข้าไปทำ discussion อีกรอบ กลุ่มเราไปกินข้าวววว พอกลับมาก็แบ่งเป็นสี่กลุ่มเหมือนเดิม แต่คราวนี้กลุ่มละสิบคน discussion คราวนี้คือกรรมการมานั่งอยู่ในกลุ่มกับเราเลย แต่เราก็คุยกันไปไม่ต้องสนใจกรรมการ รอบนี้เค้าจะให้เคสเรามาเคสหนึ่ง ที่กลุ่มเราได้คือ เราเป็น manager สวนน้ำซึ่งเปิดวันสุดท้ายของซีซั่นนั้น แล้วมีลูกค้าที่มีปัญหา 6 กลุ่มที่เราต้องจัดการด้วย
- ลูกค้าทำตั๋วหาย แต่จะเข้า
- ลูกค้าจะจ่ายด้วยเงินประเทศตัวเอง แต่สวนน้ำไม่รับ ที่แลกเงินอยู่ห่างจากตรงนั้นสิบนาที
- คุณแม่กับลูกสองคนที่อายุไม่ถึงเกณฑ์ของสวนน้ำ แต่จะเข้าไปเล่น
- กลุ่มนักดำน้ำจะใช้อุปกรณ์ของตัวเอง แต่อุปกรณ์ไม่ถึงมาตรฐานของสวนน้ำ แล้วอุปกรณ์ของเราก็ถูกเช่าหมดแล้วทั้งวัน
- กลุ่มนักเรียนมีบัตรส่วนลด แต่หมดอายุแล้ว แต่ก็ยังจะใช้
- ลูกค้าโวยวายจะขอเงินค่าตั๋วคืนเพราะพนักงานคนนึงไม่สุภาพกับลูกเค้า
ตามนี้เลย เราก็ต้องปรึกษากันในกลุ่มว่าเราจะดีลกับลูกค้ายังไงบ้าง ไล่ไปทีละข้อเลย กลุ่มเราดีมาก ทุกคนช่วยกัน ไม่มีโมเม้นที่เงียบๆเลย แล้วรับส่งกันดีมาก ไม่มีใครพูดอยู่คนเดียว ตรงนี้ต้องระวังเวลาด้วย เค้าให้เวลา 15 นาที เดี๋ยวหมดเวลาก่อนแต่ยังคิดไม่หมดก็ซวยนะ เราแนะนำว่าให้คิดไว้ซักสองสามวิธีเผื่อลูกค้าปฏิเสธจะได้ไม่อึ้ง ระหว่างที่เราคุยกัน กรรมการก็จะจดๆๆๆ ดูพฤติกรรมแต่ละคนเลย พอหมดเวลา กรรมการจะชี้ถามทีละคนเลย แบบ ยู จะแก้ปัญหาให้ลูกค้าคนนี้ๆยังไง? แล้วเค้าจะเล่นเป็นลูกค้าเลยนะ เราต้องทำตัวเหมือนเค้าเป็นลูกค้าคนนั้นเลย ตรงนี้บางคนก็ไม่โดนถาม แต่เราโดน T_T โดนถามว่าจะดีลกับลูกค้าที่ลูกอายุไม่ถึงยังไง เราโชคดีได้ข้อที่ตอบง่าย เลยผ่านฉลุย ไม่ตะกุกตะกักเท่าไหร่ (แต่ในใจนี่อื้อหือออออออ กุจิบ้า) หลังจากกรรมการถามจนพอใจ ก็ให้ออกมารอผลอีกรอบ สิบนาทีเหมือนสิบชั่วโมงอีกละ แล้วนางก็ออกมา เราผ่านนนค่าาา เย่ๆๆๆ คนที่ไม่โดนถามก็ผ่านว่ะแกกก เราไม่รู้จริงๆนะว่าเค้าดูจากอะไร ตอน discussion อาจจะพูดดีมากๆอยู่แล้ว อันนี้เราก็ไม่รู้เลย
สำหรับรอบ discussion ทั้งสอบรอบ ต้องเน้น teamwork มากๆ อย่าแย่งมาพูดคนเดียว อย่ามั่นหน้าเกินไป ต้องรับฟังคนอื่น รับส่งให้คนอื่นด้วย แบบ what do you think? อะไรก็แล้วแต่ นอกจากเราจะดูเปิดรับความเห็นคนอื่น ยังได้เปิดโอกาสให้คนอื่นพูดด้วย ถือว่าดีกับทั้งกลุ่ม ไม่ต้องไปสนกรรมการ โฟกัสกับตรงหน้าเข้าไว้ สำหรับรอบแรก ตอนที่ต้องยืนพรีเซ้นขอให้ยิ้มเข้าไว้ ยิ้มมมม สำคัญมากๆ เราเข้าใจว่าเวลาเครียดแล้วพูดๆ มันจะออกทางหน้าเยอะ แต่เราควรเก็บอาการดีๆ มีคนในกลุ่มเราคนนึงเก่งมากเลยนะ พูดดี อังกฤษดี แต่ตอนพูดหน้าดุมาก ดูออกเลยว่าเครียด สุดท้ายก็ไม่ผ่าน ส่วนรอบสอง ไม่ว่าจะเคสไหนก็ตาม ลูกค้าใหญ่ที่สุดเสมอ เพราะฉะนั้นเราควรพูดขอโทษก่อนเป็นอย่างแรก ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ขอโทษไว้ก่อน มองในแง่ดี ยิ้มเข้าไว้ พยายาม compromise ให้เค้าเข้าใจ แล้วจะดีเอง เนอะๆๆๆ
วันนี้ยังไม่จบบบบ ยังมีอีกด่านนึงคือข้อสอบภาษาอังกฤษนั่นเอง การสมัครอิมิเรตไม่ต้องมีผลโทอิคเพราะเค้ามีข้อสอบของเค้าเอง ข้อสอบเราว่าไม่ยากมาก แต่ถ้าใครไม่ได้ชินกับภาษาอังกฤษขนาดนั้นถือว่าโหดมากอยู่ มีการอ่านเนื้อเรื่องแล้วตอบคำถาม แปลศัพท์จากเรื่องแบบเป็นข้อกา จับคู่ความหมายvocab จากเรื่อง แล้วก็มีป้ายหลายๆแบบให้เลือกว่าหมายความว่าไง เลือกประโยคมาเติมในเรื่อง สุดท้ายก็เลือกคำให้ถูกแกรมม่า แบบ that person is very .... (specialize/special/speciality) ไรงี้ พอผ่านรอบนี้ก็ยังกลับบ้านไม่ได้ T^T โมเม้นนั้นแบบเหนื่อยยยมากกก อยากกลับบ้านอาบน้ำนอนตื่นบ่ายโมง แต่ยังมีกรอกเอกสารต่อ tattoo declaration มีรอยสักหรือแผลเป็นตรงไหนก็ต้องเขียนลงไป Notice period นานแค่ไหน เริ่มงานได้เมื่อไหร่ แล้วก็มีอธิบายเอกสารต่างๆ ต้องเตรียมอะไรมาบ้างในวัน final interview แล้วก็ต้องกลับไปทำข้อสอบในเว็บด้วย ไม่มีอะไรมาก เหมือนข้อสอบ EQ สุดท้ายก็จัดวันสัมภาษณ์ให้แต่ละคน แล้วก็กลับบ้านได้เลยยยย เราได้วันสัมภาษณ์วันที่ 27 มีเวลาเตรียมตัว 2 วัน กลับบ้านนอน ค่อยเครียดวันต่อไป 55555
Final Interview 27/05/15
ตื่นเต้นจนหายใจไม่ออก แต่ต้องสงบสติเหมือนเดิม คิดซะว่าเหมือนเข้าไปนั่งคุยชิวๆ กรรมการเค้าบอกมาเลยว่าวันนี้จะเป็นการถามคำถามที่เกี่ยวกับ CV และประสบการณ์ของเราเท่านั้น ไม่มีคำถามอย่างสายการบินก่อตั้งเมื่อไหร่ ใครก่อตั้ง อะไรพวกนี้ไม่ต้องไปจำ เค้าไม่ถามแน่นอน แต่แนะนำให้นั่งรื้อฟื้นประสบการณ์ของตัวเองให้ได้เยอะที่สุด ใครเคยทำงานด้าน hospitality เคยเจอลูกค้าแบบไหนมานึกให้หมด เพราะเค้าจะถามพวกนั้นแหละ สัมภาษณ์กันคนละ 45 นาที - 1 ชั่วโมง
พอเราเข้าห้องสัมภาษณ์ กรรมการก็จะตรวจเอกสารที่ให้เอามาในวันนั้นก่อน เช่นพวกรูป Casual, transcript อะไรงี้ ถ้าเอกสารไม่ครบเราสามารถส่งตามหลังไปได้ภายใน 7 วัน ไม่ต้องห่วง เอาไปเท่าที่มี พอตรวจเอกสารเสร็จเค้าก็จะเริ่มถามคำถามละ ระหว่างเราตอบ เค้าก็จะจดๆๆๆ ไม่ค่อยได้มองหน้าเราหรอก แต่เราก็ต้องพูดไปเรื่อยๆ เราได้คำถามประมาณแบบ
- the time when you had to deal with difficult customers
- the time when you had to work under pressure
- any rules you did not like at work?
- why do you want to work with Emirates?
- have you ever had to adjust to people from different cultures/religions
- the time when you had an argument with your colleagues
- the time when you prevented errors from happening
- what did you find difficult to adjust to when you were in the U.S.
- any difficulties with the host family in the U.S.?
สิ่งที่ยากคือ มันไม่ใช่อะไรที่จะนึกออกกันได้ง่ายๆ ณ ตอนนั้น จริงปะ แล้วการที่จะตอบว่า โน ไม่มี ไม่เคยค่า มันก็ไม่โอเค ไม่ว่าจะเหตุการณ์อะไรที่นึกออก เอามาปรับๆเปลี่ยนๆใช้กับคำถามได้ ก็พูดออกไปเลย เมคเอาได้ เค้าไม่รู้อยู่แล้วว่าเกิดขึ้นจริงมั้ย ประเด็นมันอยู่ที่การ handle situation ของเรา ว่าเราสามารถเปลี่ยนเหตุการณ์ที่มัน negative ให้เป็น positive ได้มั้ย จบแบบโลกสวยเข้าไว้ แบบ เคยทะเลาะกับเพื่อนที่ทำงาน แต่สุดท้ายก็คุยกันจนเข้าใจและขอโทษกัน แล้วทำงานร่วมกันได้เหมือนเดิม ไรงี้ พอสัมภาษณ์เสร็จเค้าก็จะบอกว่าให้รอผล ของเราเค้าบอกรอประมาณ 4-8 weeks จะมีเมลส่งมาให้ทั้งคนที่ successful และ ไม่ successful คือมันนานนนนมากกกก เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานที่สุดในชีวิตละบอกเลย หาอะไรทำซะ หางานทำก็ได้นะจริงๆ หรือเที่ยวก็ได้ (แบบเรา 5555) ไม่งั้นอยู่เฉยๆรอผลนี่คลั่งได้ ระหว่างนี้ก็คอยนั่งเช็คว่าสเตตัสในเว็บเปลี่ยนบ้างมั้ย มันจะเปลี่ยนจาก application under review มาเป็น interview completed (IC) หลังจากสัมภาษณ์เสร็จประมาณอาทิตย์นึงมั้ง แล้วถ้าข่าวดีมา ก็จะเป็น Joining Formalities In Progress (JFIP) ถ้าข่าวร้ายก็จะเป็น Unsuccessful
รอบเรามีคนผ่านเข้ามาสัมภาษณ์ทั้งหมด 27 คน กลุ่มแรกที่ได้ JFIP ก็ผ่านวันสัมภาษณ์ไปไม่ถึงสองอาทิตย์เอง ถือว่าเร็วมากๆ แล้วหลังจากนั้นก็จะทะยอยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในระยะเวลาหนึ่งเดือน รอบละสามสี่คน หลังจากที่สเตตัสเปลี่ยน ก็จะได้ Email และ golden call โทรมาบอก Date of Joining ของแต่ละคนค่ะ
ส่วนของเรา จิตตกมากตั้งแต่รู้ว่ามีคนสเตตัสเปลี่ยนจนได้ GC กันไปหมดแล้ว เช็คทุกวัน ยังIC ทุกวัน แล้วยิ่งมีคนในกลุ่มบอกว่าได้เมล Unsuccessful ไปสามคน ยิ่งเครียดมากกกกก จนเมื่อวันที่ 17 มิถุนายนที่ผ่านมาได้เมลจากอิมิเรต บอกว่า application เรา successful แต่ว่า โรงเรียนฝึกเต็ม เลยต้องรอจัดเราเข้าโรงเรียนก่อน ถึงจะส่ง formal offer มาได้ ตอนนี้ application เราเลยต้องเป็น On Hold ไปก่อน คือแค่นี้ก็กรี๊ดลั่นบ้านแล้วววว ยังไม่ได้แบบ official แต่ดีใจไปโลกอื่นละ เหตุผลที่เราไม่ได้เร็วเหมือนคนอื่นเป็นเพราะส่วนใหญ่เพื่อนๆใส่วันที่สามารถเริ่มทำงานได้เป็น ASAP หรือไม่ก็ไม่เกินสองเดือน แต่เราเล่นใส่ไปหลังตุลา เพราะอยากอยู่รับปริญญา ตอนนี้ก็เลยต้องเป็น On hold ไปค่าา ตอนนี้มี On hold สองคนคือเรากับพี่ผู้ชายอีกคน หวังว่าจะได้ Date of Joining กันเร็วๆนี้ :D Fingers crossed!
จบแล้วววววววว ยาวมาก จากประสบการณ์ของเรา สิ่งที่เราพอจะแนะนำได้คือ
- หาประสบการณ์ของคนที่เคยสมัครมาอ่านเยอะๆๆๆๆ ก่อนไปเราอ่านเยอะมากกก เตรียมตัวเยอะมากจริงๆ ต้องขอบคุณ thaicabincrew บอร์ด Emirates มากกกกจริงๆ ที่รวมประสบการณ์ไว้เยอะมาก มันมีประโยชน์มากจริงๆ เพราะอย่าง discussion เคสมันจะคล้ายๆกันในหลายๆรอบ เค้ามีไม่กี่อย่างหรอก เคสสวนน้ำที่เราได้ เราโชคดีมากที่อ่านไปตรงพอดี เตรียมคำตอบไว้คร่าวๆหมดแล้ว พอถึงเวลาคุยกับเพื่อนเลยออกไอเดียได้เยอะ ตอนเตรียมตัว final interview เรานั่งเสิชคำถามที่คนเคยโดนถาม แล้วไล่นึกคำตอบของตัวเองทีละข้อแล้วท่องเลยค่ะ มันช่วยมากจริงๆ ถึงจะไม่ได้คำถามนั้นเป๊ะๆ แต่ว่าเราสามารถเอาสถานการณ์ที่เตรียมไว้มาตอบข้ออื่นที่กรรมการถามได้ (เรียกว่าเอามาแถนั่นเอง) อ่านไปเยอะๆเลยนะ รู้เยอะไว้ก่อนไม่เสียหาย
- ควบคุมสติตัวเอง จริงๆนะ เราว่าทุกคนตื่นเต้นมากกกพอๆกัน แต่มันอยู่ที่ว่าใครคุมอารมณ์ได้ดีกว่ากัน แล้วแสดงออกมาได้ดีแค่ไหน มั่นใจแค่ไหน สายการบินเค้าย่อมต้องการคนที่ calm มากกว่าคนที่ดูสั่นๆ กลัวๆ ถ้าสติมา ทุกคนจะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและตอบคำถามได้ดีมากๆ เราเชื่อแบบนั้น
- ฝึกพูดภาษาอังกฤษให้ได้เยอะที่สุด ทำตัวให้ชินกับมันให้ได้มากที่สุด สำหรับเรา เราคิดว่าแกรมม่าไม่จำเป็นต้องเป๊ะทุกประโยคก็ได้ (แต่ตอนทำข้อสอบต้องพอได้อยู่นะ) แค่สื่อสารเข้าใจและคล่องก็พอแล้ว ถ้าเรามั่นใจในภาษาของเรา เราจะติดขัดน้อยลง เวลาที่เราโดนยิงคำถามกลับมาแบบไม่ทันได้ตั้งตัว ถ้านอกจากสติแตกแล้วภาษายังไม่แข็งอีก จบเห่เลย แต่ถ้าภาษาเราดี อย่างน้อยเรายังสามารถตอบโต้ได้ทันที และคิดได้เร็วกว่าในภาษานั้น โอกาสตอบคำถามได้ดีกว่ามีสูงกว่าเยอะ ฝึกกันเยอะๆน้า
- ยิ้มค่ะ ยิ้มเยอะๆ ช่วยให้เครียดน้อยลงด้วยนะ อิอิ
สู้ๆนะทุกคนที่อยากได้หมวกแดง หรือ อยากเป็นแอร์ของสายการบินอะไรก็ตาม ฝึกฝนเยอะๆ ให้ความอยากเป็นของเราเป็นแรงผลักดันให้สู้ ถึงจะสมัครแล้วไม่ได้ ก็ยังมีรอบหน้าอีกเรื่อยๆ บางคนสมัครแปดครั้งไม่ได้เลย มาได้ครั้งที่เก้าก็มี อย่าท้อ ส่วนคนที่คิดว่าไม่ได้เรียนกับโรงเรียนสอนสมัครแอร์จะมีโอกาสน้อยกว่ามั้ย บอกได้เลยว่าไม่ค่ะ อย่างที่บอกว่าประสบการณ์ของคนที่เคยสมัครมีให้อ่านเยอะแยะในเน็ต เราสามารถฝึกเองได้ทุกอย่าง เราสมัครครั้งแรกและไม่เคยเรียน ยังมาถึงขนาดนี้ได้ เราเชื่อว่าทุกคนก็ทำได้เหมือนกัน ถ้าใครมีอะไรอยากถามนอกเหนือจากนี้ถามมาได้เลยน้า ไม่ต้องเกรงใจ ถ้าเราช่วยได้เราเต็มใจช่วยทุกคนเลย ขอบคุณมากที่อ่านมาจนถึงตอนนี้ 55555 เจอกันโพสหน้าค่าาาา :D <3


0 Comments:
Post a Comment