Reading
2
Comments
หนึ่งปีแล้ว จะว่าผ่านไปเร็วมั้ย ก็เร็วนะ แต่ก็ไม่ได้เร็วจนน่าตกใจขนาดนั้น
หนึ่งปีกับงานประจำงานแรกของชีวิต
หนึ่งปีกับการย้ายบ้านมาอยู่คนเดียวในประเทศที่เราไม่คุ้นเคยเลย
หนึ่งปีกับการปรับตัวอะไรหลายๆอย่างที่ไม่เคยคิดว่าจะต้องปรับ
หนึ่งปีกับการทำงานกับคนไม่ซ้ำหน้า
หนึ่งปีกับอีก 26 ประเทศ พระเจ้า
เป็นหนึ่งปีที่เต็มไปด้วยหลายความรู้สึกมากจริงๆ จนรู้สึกว่าต้องมาพิมเก็บไว้ อาจจะมั่วๆหน่อยแต่ก็พยายามพูดตามที่คิดแหละนะ
ตอนนี้ยังโอเคกับงานมั้ย?
โอเคนะ ยังโอเคอยู่ แต่ถามว่าโอเคเท่าที่เคยโอเคมั้ย ก็ไม่ หลายๆอย่างที่เราเคยโอเค ตอนนี้เราก็ไม่โอเค หรือหลายๆอย่างที่เราเคยทำได้ ตอนนี้ก็ทำไม่ได้แล้ว มันเริ่มเบื่อแล้ว เวลาเช็คโหลดผู้โดยสารแล้วเจอว่าไฟลท์เต็มนี่โคตรท้อ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ทำไฟลท์เต็มรัวๆก็ไม่เคยมีปัญหา คือจะเรียกว่าขี้เกียจก็ได้แหละมั้ง วันครบรอบหนึ่งปีนี่จุดเปลี่ยนเลย พอถึง 16 ตุลาปุ๊ป เหมือนร่างกายรู้ว่าเออ ครบปีแล้วนะ ความรู้สึกเบื่อมาาาทันที มาจากไหนไม่รู้ แต่อยู่ดีๆก็มาแบบหนักมาก คิดจะลาออกเลยด้วย คิดหนักมากว่าออกไปแล้วจะทำอะไร ตังก็ยังเก็บได้ไม่ถึงไหนเลย จะเรียนต่อแล้วรู้ละหรอว่าอยากเรียกอะไร สารพัดจะคิด สุดท้ายคิดอะไรไม่ออก บอกตัวเองว่า suck it up and at least finish the contract ตอนนี้ก็โฟกัสตรงนั้นอยู่ อีกสองปีแล้วค่อยดูอีกทีว่าจะยังไง
สิ่งที่เหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนคือ ไม่ชอบดูไบยังไงก็ยังไม่ชอบอยู่อย่างนั้น แต่เรื่องนี้เรายอมรับเลยว่าเราไม่เปิดใจให้มันเอง เพราะเราไม่หาโอกาสออกไปหาอะไรใหม่ๆทำ ดูไบมีอะไรทำเยอะแยะแหละ แต่เราขี้เกียจเอง เราชอบอยู่บ้าน ติดบ้าน ติดนอนมาก คนอื่นที่เค้าเอ็นจอยก็ดูชีวิตดี แต่เราก็ยังอยู่แบบนี้แหละ ข้อดีก็คือใช้ตังน้อยมาก เสียเงินในดูไบแต่ละทีก็แค่ค่าของกิน ส่วนเวลาไปlayover ก็ใช้ allowance อยู่แล้วไม่มีปัญหา ทำให้เราได้เก็บเงินไปใช้ในส่วนที่เราอยากใช้จริงๆ ใช้เที่ยว ไม่ก็เก็บเข้าธนาคาร
ส่วนที่เคยโอเค แต่ไม่โอเคแล้ว คือ เริ่มเบื่อกับการใช้ชีวิตแบบนี้แล้ว หยุดเยอะไปอะ อันนี้น่าหมั่นไส้ เรารู้ แต่สามสี่เดือนที่ผ่านมาเรามีหยุดยาวติดกันเยอะมาก แบบ4-5วันเลย แล้วอย่างที่บอกมาก่อนหน้านี้ว่าเราไม่ไปไหนเลย อยู่แต่ที่บ้าน ก็เบื่อออออะ คือมันไม่ใช่ว่าเราไม่พยายามออกไปนะ แต่กว่าจะหาวันว่างตรงกับเพื่อนได้ก็ลำบากเหมือนกัน ว่างตรงกันเราก็ออก แต่มันไม่ใช่บ่อยๆ มันเลยว่างเกินไปจริงๆ ตอนนี้กำลังหาอะไรทำอยู่ แต่โลเคชั่นที่พักก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นเลย T^T ไกลจากทุกอย่างเหลือเกิน แต่กำลังพยายามมากๆเลย หวังว่าซักพักจะหาอะไรได้ซักที
เรื่องที่สอง เป็นเรื่องที่ไม่เคยคิดว่าจะมาเกิดกับชีวิตตัวเอง มันคือการนอนไม่พอนั่นเอง คนอย่างจ้อเนี่ยนะนอนไม่พอ ไม่มีทางงงงงง แต่มันเป็นไปแล้ว.. ก่อนหน้านี้jet lag มันก็มีบ้างอยู่แล้วเป็นธรรมดา แต่ไม่เคยเป็นปัญหากับชีวิตประจำวันเลย ตอนนี้เป็นจนไม่รู้จะเป็นยังไง เหตุมันเกิดมาจากการเริ่มบินไฟลท์อเมริกานี่แหละ ตั้งแต่ได้วีซ่ามาก็ไม่มีเดือนไหนเลยที่ไม่มี US. ทั้งบินทำงาน และบินไปเที่ยวเอง การนอนเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ เรียกว่า fucked up เลยก็ว่าได้ นอนไม่เป็นเวลาหนักกว่าเดิม และนอนไม่เต็มที่เลย ถึงจะนอนยาว แต่หลับไม่สนิท แปปๆก็ตื่น พอแก้ปัญหาโดยการนอนให้ยาวขึ้น ก็กลายเป็นปวดหัว อยู่ดูไบ ง่วงนอนหกโมงเช้า ตื่นนอนสามทุ่ม อยู่เมกา หกโมงเช้าก็ตาสว่างละ ปรับตัวไม่ทันจริงๆ จะให้กลับมาเป็นแบบเดิมคงต้องลดไฟลท์เมกาลงบ้างแล้ว เรื่องสุขภาพนี่ก็ถดถอยมาก ไม่ได้เป็นคนแข็งแรงอยู่แล้ว พอปีนึงแล้วร่างกายเริ่มเล่นตัวเองหนักมาก ป่วยบ่อยแบบอลังการมาก แค่เริ่มต้นปีใหม่ก็คอลซิกไปแล้วสอง ล่าสุดนอนรพ.ไปสองคืน สวยงาม
อีกเรื่องคือ ความอดทนกับคน + งาน เริ่มน้อยลง เพราะมันเจอแต่แบบเดิมๆมาปีนึงแล้ว มันเลยทำให้เราหงุดหงิดง่ายขึ้นกว่าเดิม คือไม่ใช่ว่าโดนนิดหน่อยแล้วฟิวส์ขาด แต่มันแค่sensitiveกว่าเดิม มันเลยไปเอฟเฟกให้เราเบื่องานด้วย
แต่
สุดท้ายแล้วงานนี้ก็ยังมีอะไรดีๆให้เราเอ็นจอยอยู่ เวลาได้ไปที่ใหม่ๆเราก็ยังแฮปปี้ หรือถึงที่หมาย เปิดประตูเข้าห้อง สั่งรูมเซอร์วิซ แช่น้ำในอ่าง อาห์ นี่แหละชีวิต หรือเวลาได้บินกับลูกเรือดีๆ ซีเนียร์ดีๆ ผู้โดยสารน่ารัก เราก็ยังมีความสุขมากๆ มีกำลังใจทำงานต่อไปอีก แต่มันก็ไม่ใช่ทุกไฟลท์หรอกจริงมั้ยที่เราจะเจอแบบนั้น แต่ถ้าได้เจอเรื่อยๆมันก็ยังดีแหละ เวลาไปเที่ยว ก็ประหยัดตังค่าตั๋วไปได้มากกว่าครึ่ง หยุดยาว คิดจะบินไปนิวยอร์กเมื่อไหร่ก็ไปได้ มันไม่มีอะไรสะดวกกว่านี้อีกแล้วล่ะ
แล้วงานนี้ก็ยังทำให้เราได้เจอเพื่อนๆรอบโลกอยู่ ได้เจอเพื่อนที่ซานฟราน ที่ลอนดอน เยอะแยะมากมาย และถ้าไม่ใช่เพราะงานนี้เราคงไม่มีโอกาสได้กลับมาเจอคนที่เรารัก และยังทำให้เราได้เจอเค้าอยู่ได้เรื่อยๆแบบนี้ จะพูดอีกแบบก็คือ งานนี้ทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับคนที่เรารักยังไปต่อได้อยู่แบบราบรื่นขึ้น เพราะถ้าไม่มีงานนี้ โอกาสที่มันจะเวิร์คคงน้อยกว่านี้มาก เพราะฉะนั้นเรา appreciate กับโอกาสที่เรามี ที่ทำให้เราโชคดีกว่าคนอื่น และตราบใดที่มันยังให้ความสุขเราตรงนี้อยู่ เราจะโอเค แล้วเราจะทำมันต่อไปได้เรื่อยๆ มันไม่มีงานไหนหรอกที่ไม่มีข้อเสียเลย กับงานเรา เราบ่นอย่างนู้นอย่างนี้ แต่เรารู้ดีว่าข้อเสียมันน้อยนิดมาก โดยเฉพาะถ้ามองข้อดีของมัน เราสามารถมองข้ามข้อเสียพวกนั้นไปได้เลยด้วยซ้ำ
สิ่งที่เรากลัวตอนนี้คือ หลังจากงานนี้ แล้วยังไงต่อ? เราไม่อยากติดอยู่ที่นี่จนแก่ เราอยากมีอะไรที่มั่นคงกว่านี้ แต่เราคิดไม่ออกเลยว่าเราจะทำอะไร หรือ อยากทำอะไร รู้สึกว่าควรเรียนต่อ แต่เรียนอะไรล่ะ เราก็ตอบตัวเองไม่ได้ ถ้าอนาคตยังไม่แน่นอนแบบนี้เราก็ไม่กล้าออกไปจากตรงนี้ซักที รู้ตัวอีกทีก็คง30ละ ตอนนี้ก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า ทุกอย่างมันจะลงตัวเอง โอกาสมันจะมาเดี๋ยวมันก็มา because it's always been like that, so there is no reason why it won't be like that again. ก็รอดูกันต่อไปเนอะ :)
สุดท้ายนี้ขอลาไปกับรูปตอนที่อีนี่กำลังเทน้ำผลไม้ทิ้งในห้องน้ำ
Fun fact * สายการบินของเรา เมื่อจบแต่ละไฟลท์ น้ำผลไม้กล่องไหนที่ถูกเปิดแล้วต้องเททิ้งหมด ไม่มีการ reuse เพราะฉะนั้น มาขอน้ำผลไม้ก่อนแลนด์แล้วแอร์ดูอ้ำๆอึ้งๆพูดอะไรไม่ค่อยถูก ยูไม่ต้องแปลกใจนาจาาาา เปิดกล่องใหม่เพื่อเทให้ยูแก้วเดียวแล้วที่เหลือเททิ้งนี่มันช่างน่าเสียดาย ฮอล
โอเคไปจริงๆละ บัยยยยยยย์ ♡
สุดท้ายนี้ขอลาไปกับรูปตอนที่อีนี่กำลังเทน้ำผลไม้ทิ้งในห้องน้ำ
Fun fact * สายการบินของเรา เมื่อจบแต่ละไฟลท์ น้ำผลไม้กล่องไหนที่ถูกเปิดแล้วต้องเททิ้งหมด ไม่มีการ reuse เพราะฉะนั้น มาขอน้ำผลไม้ก่อนแลนด์แล้วแอร์ดูอ้ำๆอึ้งๆพูดอะไรไม่ค่อยถูก ยูไม่ต้องแปลกใจนาจาาาา เปิดกล่องใหม่เพื่อเทให้ยูแก้วเดียวแล้วที่เหลือเททิ้งนี่มันช่างน่าเสียดาย ฮอล
โอเคไปจริงๆละ บัยยยยยยย์ ♡








2 Comments
รูปแรกหน้าแป้นแล้นไป อ่านไม่หมดเปนไรป่าว ไว้จะมาอ่านนะ (พูดไปงั้นละ ไม่รู้จะได้อ่านป่าวเลย) จุ้บๆ ไว้มาอ่านจริงๆ จุ้บๆๆๆๆๆ
ReplyDeleteรูปสวยขนาดนี้ อ่านไม่อ่านก็ให้อภัยค่ะ
Delete